96.5 FM

Younger volunteers. The uncle of former you Issarachon down help working in the area

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Sutachai on hunger strike

Sutachai on hunger strike

May 28th, 2010 by Andrew Walker · 2 Comments

Further to the statement of concern by scholars at Chulalongkorn University, here is an email update about the plight of Ajarn Suthachai Yimprasert. I don’t have time to do a full translation, but the key point of concern is that he is on a hunger strike and because he is a diabetic this could have serious health repercussions. His lawyer is trying to get permission for him to be able to attend the funeral of his father in law.
เรียน ทุกท่าน โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรสิทธิ
ขอแจ้งข่าวด่วนเรื่องอ.สุธาชัยเพื่อช่วยกันรณรงค์ด่วนที่สุด (นักรบไซเบอร์ช่วยแพร่ข่าวไปในวงกว้างด้วยครับ)
อ.บาหยันได้ไปเยี่ยมอ.สุธาชัยที่ค่ายอดิศร สระบุรีแล้ว ทางทหารยอมให้แค่แม่และเมียเข้าเยี่ยมเท่านั้น และทำได้ภายในช่วงเช้าของทุกวันเท่านั้น
อ.สุธาชัยถูกขังเดี่ยว เช่นเดียวกับคุณสมยศ โดยไม่มีการแจ้งข้อหาอะไร การถูกส่งตัวมาที่นี่ก็เป็นเรื่องโดนหลอก โดยอาจารย์ได้ไปพบเจ้าหน้าที่ตามนัด และมีการแจ้งว่าจะนำตัวไปสอบสวนที่กองปราบ แต่กลับจับตัวส่งไปที่ค่ายทหารดังกล่าวแทน
โดยทางการกฎหมาย อ.สุธาชัยและคุณสมยศยังไม่ได้เป็นผู้กระทำอะไรผิด แค่ถูกเรียกไปสอบสวน แต่การปฏิบัติกลับทำเหมือนเป็นนักโทษหนัก หนักกว่าที่แกนนำนปช.ที่ค่ายนเรศวรได้รับการปฏิบัติด้วยซ้ำ
อ.สุธาชัยขอนำหนังสือมาอ่านเพื่อเตรียมการสอนตอนเปิดเทอม ปรากฏว่าถูกยึดหนังสือไปและไม่ยอมให้อ่านหนังสือ ขณะนี้ อาจารย์ได้ประท้วงด้วยการอดข้าว สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ อาจารย์เป็นเบาหวานต้องรับอินซูลีนวันละสองครั้ง การอดอาหารอาจส่งผลร้ายถึงขั้นเสียชีวิตได้
ในวันอาทิตย์นี้ซึ่งเป็นวันเผาคุณพ่ออ.บาหยัน ทางทนายเตรียมจะขอให้อาจารย์ได้ออกไปร่วมงานเผาพ่อตา แต่ไม่รู้ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นนักโทษตามกฎหมาย!
        http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2010/05/28/sutachai-on-hunger-strike/?utm_source=twitterfeed&utm_medium=twitter

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

แนวทางการแก้ไขปัญหา SMS กวนใจบนมือถือ

แนวทางการแก้ไขปัญหา SMS กวนใจบนมือถือ

แนวทางการแก้ไขปัญหาของกรณีความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการ และ ผู้รับบริการ ในกรณีได้รับความเดือดร้อนจาก สื่อบนโทรศัพท์มือถือดังที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้นั้น สามารถกระทำได้ผ่านสามสถาบันด้วยกัน กล่าวคือ (1) สถาบันตลาด, (2) สถาบันรัฐ และ (3) สถาบันชุมชน ซึ่งสามสถาบันเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ที่สำคัญในตลาดซื้อขายบริการสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) สถาบันตลาด (Market institution)

การแก้ไขโดยผ่านสถาบันตลาดนั้น หมายถึงกระบวนการที่นำไปสู่การใช้กลไกตลาดเข้าจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งกรณีทั่วไปที่มักจะพบก็คือ การแสวงหามูลค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม ซึ่งหมายถึง การชดเชยด้วยมูลค่าที่ทัดเทียมกันกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกละเมิด, รบกวน จากผู้ให้บริการต่อผู้รับบริการ ซึ่งอาจสามารถเขียนให้อยู่ในรูปสมการได้ดังสมการที่ 1 ต่อไปนี้

ค่าชดเชยรวม (TC) = ค่าใช้สิทธิ์เหนือเบอร์โทร (U) + ค่าเสียโอกาส (O) + ค่าเสียหายจากการให้บริการล่าช้า (L) + ผลกระทบต่อสังคม (S) + ค่าอื่นๆ (E) สมการที่ 1

ซึ่งเท่ากับว่า หากสินทรัพย์เหนือเบอร์โทรเป็นของผู้ใช้บริการแล้ว ผู้ให้บริการมือถือจะต้องจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมในกรณีที่ถูกร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิของผู้ใช้บริการ ในมูลค่าที่เป็นไปตามสมการที่ 1 อย่างไรก็ตาม สถาบันตลาดดังกล่าวไม่อาจทำงานได้โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของอีกสองสถาบันที่เหลือ ทั้งนี้เพราะ การชดเชยดังกล่าวเป็นการชดเชยที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้หากปราศจากการบีบบังคับ (Non-voluntary compensation) ซึ่งการบีบบังคับที่กล่าวถึงนี้ก็คือบทบาทของ "รัฐ" นั่นเอง

(2) สถาบันรัฐ (State-government institution)

ดังที่ได้กล่าวไว้, การเข้ามาของรัฐเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยบีบบังคับให้เกิดการชดเชยที่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ทั้งนี้อาจกระทำผ่านการสร้างกติกาสาธารณะ (Public contract) หรือภาษาชาวบ้านเรียก การออกกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เช่น การออกกฎหมายเพื่อให้มี "No call list" เป็นต้น, การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาดูแลสิทธิผู้บริโภค (Regulator creation), การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด (Strictly enforcement)

กลไกในระดับรัฐเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ กลไกตลาด (Market mechanism) ที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้อ (1 )คืบหน้าไปได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในทางกลับกันหากกลไกของสถาบันรัฐทำหน้าที่ในทางตรงข้าม กล่าวคือ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการชดเชยที่เป็นธรรม, ไม่กำกับดูแล และ คุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฯลฯ สถาบันรัฐนั่นเองที่จะก่อให้ปัญหาการฉ้อฉลในตลาด และ การเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่อผู้บริโภคทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

(3) สถาบันชุมชน (Community institution)

ซึ่งในที่นี้หมายถึง กลุ่มคนซึ่งมีความมุ่งหมายเดียวกัน และ มีผลประโยชน์ที่จะต้องรักษาร่วมกัน อันได้แก่ กลุ่มผู้ใช้บริการเครือข่ายสารสนเทศทางมือถือนี้เอง ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการ "เรียกร้อง (Voice)" ให้รัฐออกมาตรการที่เป็นประโยชน์ และ บังคับใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้บริการนี้เองที่จะต้องเข้าไปตกลงต่อรอง (และอาจต่อต้าน) ผู้ให้บริการในกรณีที่เกิดความไม่เป็นธรรม และ กลไกการชดเชยดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะเมื่อสถาบันรัฐก็มีสารสนเทศไม่สมบูรณ์ (Imperfect information) กล่าวคือ แม้สถาบันรัฐจะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ร่างและคุมกติกาการดำเนินกิจการให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทว่าสถาบันรัฐก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ที่ผู้ให้บริการจะเอาเปรียบผู้บริโภค และ ผู้บริโภครายใดจะโดนกระทำบ้าง ทั้งนี้เพราะ ผู้ใช้บริการในที่นี้มีมากกว่า 65 ล้านราย (นับตามจำนวนเบอร์โทร)

อย่างไรก็ตาม มิติในการเข้าไปมีส่วนร่วมของสถาบันชุมชนในการแก้ไขปัญหานั้น อาจไม่จำกัดอยู่เพียงการฟ้องร้อง (Sue) หรือการต่อต้านโดยวิธีการแสดงออกทางสังคม (Social activism) ซึ่งเป็นวิธีการในลักษณะ "ตอบโต้-ปฏิปักษ์" แต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีวิธีการแสวงหาความร่วมมือโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการที่ตลาดกิจการโทรคมนาคมที่เป็นตลาดผู้ค้าน้อยราย มาเป็นประโยชน์ในการต่อรอง อาทิ การเข้าเจรจาแบบแสวงหาความร่วมมือเฉพาะ (Specific/selected participation) โดยองค์กรผู้บริโภคอาจรวมตัวกันไปเจรจากับผู้ประกอบการเป็นรายหนึ่งรายใดโดยเฉพาะ เพื่อเรียกร้องมาตรการที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และสร้างบริการทางเลือกที่เป็นมิตร ทั้งนี้ เราจะพบว่าวิธีการดังกล่าวมานี้ จะทำให้เกิดแรงกดดันระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง ทำให้มีการปรับตัวแข่งขันนำเสนอบริการที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยที่ในระยะยาวแล้ว ผู้บริโภคจะเสียต้นทุนในการสร้างบริการที่มีคุณภาพน้อยกว่าการต่อสู้ด้วยวิธีการฟ้องร้อง ซึ่งใช้ค่าใช้จ่าย และ กำลังแรงงานในการขับเคลื่อนประเด็นสูง

บทสรุป (Conclusion)

ประเด็นปัญหาเรื่องสื่อโฆษณา และ บริการทางโทรศัพท์มือถือซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายรำคาญแก่ผู้ใช้บริการเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่ดูเล็กน้อยซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้รับบริการต่อคนไม่มากนัก ทว่าหากคิดคำนวณขึ้นมาจริงๆแล้ว เมื่อนับรวมต้นทุนทางบัญชีและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากปัญหาดังกล่าวต่อผู้ใช้บริการหนึ่งคน ตีเสียว่าอยู่ที่คนละ 10 บาทต่อคนต่อเดือน... ในหนึ่งเดือนผู้ให้บริการจะได้กำไรไปโดยการเบียดเบียนผู้ใช้บริการกว่า 650 ล้านบาทต่อเดือน หรือ กว่า 7,800 ล้านบาทต่อปี!!! ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (Economic rent/surplus) ก้อนนี้ตกอยู่ในมือผู้ให้บริการโดยไม่ควรมาตลอด โดยปราศการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากฝ่าย 'รัฐ' และ 'ตลาด' ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสมควรอย่างยิ่งที่ฝ่าย 'ชุมชน' จะเป็นผู้ริเริ่มในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยอาศัยแนวทางตามที่ได้อรรถาธิบายไว้ในที่นี้เป็นต้นแบบ

เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553