96.5 FM

Younger volunteers. The uncle of former you Issarachon down help working in the area

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

แนวทางการแก้ไขปัญหา SMS กวนใจบนมือถือ

แนวทางการแก้ไขปัญหา SMS กวนใจบนมือถือ

แนวทางการแก้ไขปัญหาของกรณีความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการ และ ผู้รับบริการ ในกรณีได้รับความเดือดร้อนจาก สื่อบนโทรศัพท์มือถือดังที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้นั้น สามารถกระทำได้ผ่านสามสถาบันด้วยกัน กล่าวคือ (1) สถาบันตลาด, (2) สถาบันรัฐ และ (3) สถาบันชุมชน ซึ่งสามสถาบันเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ที่สำคัญในตลาดซื้อขายบริการสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) สถาบันตลาด (Market institution)

การแก้ไขโดยผ่านสถาบันตลาดนั้น หมายถึงกระบวนการที่นำไปสู่การใช้กลไกตลาดเข้าจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งกรณีทั่วไปที่มักจะพบก็คือ การแสวงหามูลค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม ซึ่งหมายถึง การชดเชยด้วยมูลค่าที่ทัดเทียมกันกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกละเมิด, รบกวน จากผู้ให้บริการต่อผู้รับบริการ ซึ่งอาจสามารถเขียนให้อยู่ในรูปสมการได้ดังสมการที่ 1 ต่อไปนี้

ค่าชดเชยรวม (TC) = ค่าใช้สิทธิ์เหนือเบอร์โทร (U) + ค่าเสียโอกาส (O) + ค่าเสียหายจากการให้บริการล่าช้า (L) + ผลกระทบต่อสังคม (S) + ค่าอื่นๆ (E) สมการที่ 1

ซึ่งเท่ากับว่า หากสินทรัพย์เหนือเบอร์โทรเป็นของผู้ใช้บริการแล้ว ผู้ให้บริการมือถือจะต้องจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมในกรณีที่ถูกร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิของผู้ใช้บริการ ในมูลค่าที่เป็นไปตามสมการที่ 1 อย่างไรก็ตาม สถาบันตลาดดังกล่าวไม่อาจทำงานได้โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของอีกสองสถาบันที่เหลือ ทั้งนี้เพราะ การชดเชยดังกล่าวเป็นการชดเชยที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้หากปราศจากการบีบบังคับ (Non-voluntary compensation) ซึ่งการบีบบังคับที่กล่าวถึงนี้ก็คือบทบาทของ "รัฐ" นั่นเอง

(2) สถาบันรัฐ (State-government institution)

ดังที่ได้กล่าวไว้, การเข้ามาของรัฐเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยบีบบังคับให้เกิดการชดเชยที่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ทั้งนี้อาจกระทำผ่านการสร้างกติกาสาธารณะ (Public contract) หรือภาษาชาวบ้านเรียก การออกกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เช่น การออกกฎหมายเพื่อให้มี "No call list" เป็นต้น, การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาดูแลสิทธิผู้บริโภค (Regulator creation), การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด (Strictly enforcement)

กลไกในระดับรัฐเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ กลไกตลาด (Market mechanism) ที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้อ (1 )คืบหน้าไปได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในทางกลับกันหากกลไกของสถาบันรัฐทำหน้าที่ในทางตรงข้าม กล่าวคือ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการชดเชยที่เป็นธรรม, ไม่กำกับดูแล และ คุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฯลฯ สถาบันรัฐนั่นเองที่จะก่อให้ปัญหาการฉ้อฉลในตลาด และ การเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่อผู้บริโภคทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

(3) สถาบันชุมชน (Community institution)

ซึ่งในที่นี้หมายถึง กลุ่มคนซึ่งมีความมุ่งหมายเดียวกัน และ มีผลประโยชน์ที่จะต้องรักษาร่วมกัน อันได้แก่ กลุ่มผู้ใช้บริการเครือข่ายสารสนเทศทางมือถือนี้เอง ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการ "เรียกร้อง (Voice)" ให้รัฐออกมาตรการที่เป็นประโยชน์ และ บังคับใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้บริการนี้เองที่จะต้องเข้าไปตกลงต่อรอง (และอาจต่อต้าน) ผู้ให้บริการในกรณีที่เกิดความไม่เป็นธรรม และ กลไกการชดเชยดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะเมื่อสถาบันรัฐก็มีสารสนเทศไม่สมบูรณ์ (Imperfect information) กล่าวคือ แม้สถาบันรัฐจะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ร่างและคุมกติกาการดำเนินกิจการให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทว่าสถาบันรัฐก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ที่ผู้ให้บริการจะเอาเปรียบผู้บริโภค และ ผู้บริโภครายใดจะโดนกระทำบ้าง ทั้งนี้เพราะ ผู้ใช้บริการในที่นี้มีมากกว่า 65 ล้านราย (นับตามจำนวนเบอร์โทร)

อย่างไรก็ตาม มิติในการเข้าไปมีส่วนร่วมของสถาบันชุมชนในการแก้ไขปัญหานั้น อาจไม่จำกัดอยู่เพียงการฟ้องร้อง (Sue) หรือการต่อต้านโดยวิธีการแสดงออกทางสังคม (Social activism) ซึ่งเป็นวิธีการในลักษณะ "ตอบโต้-ปฏิปักษ์" แต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีวิธีการแสวงหาความร่วมมือโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการที่ตลาดกิจการโทรคมนาคมที่เป็นตลาดผู้ค้าน้อยราย มาเป็นประโยชน์ในการต่อรอง อาทิ การเข้าเจรจาแบบแสวงหาความร่วมมือเฉพาะ (Specific/selected participation) โดยองค์กรผู้บริโภคอาจรวมตัวกันไปเจรจากับผู้ประกอบการเป็นรายหนึ่งรายใดโดยเฉพาะ เพื่อเรียกร้องมาตรการที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และสร้างบริการทางเลือกที่เป็นมิตร ทั้งนี้ เราจะพบว่าวิธีการดังกล่าวมานี้ จะทำให้เกิดแรงกดดันระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง ทำให้มีการปรับตัวแข่งขันนำเสนอบริการที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยที่ในระยะยาวแล้ว ผู้บริโภคจะเสียต้นทุนในการสร้างบริการที่มีคุณภาพน้อยกว่าการต่อสู้ด้วยวิธีการฟ้องร้อง ซึ่งใช้ค่าใช้จ่าย และ กำลังแรงงานในการขับเคลื่อนประเด็นสูง

บทสรุป (Conclusion)

ประเด็นปัญหาเรื่องสื่อโฆษณา และ บริการทางโทรศัพท์มือถือซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายรำคาญแก่ผู้ใช้บริการเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่ดูเล็กน้อยซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้รับบริการต่อคนไม่มากนัก ทว่าหากคิดคำนวณขึ้นมาจริงๆแล้ว เมื่อนับรวมต้นทุนทางบัญชีและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากปัญหาดังกล่าวต่อผู้ใช้บริการหนึ่งคน ตีเสียว่าอยู่ที่คนละ 10 บาทต่อคนต่อเดือน... ในหนึ่งเดือนผู้ให้บริการจะได้กำไรไปโดยการเบียดเบียนผู้ใช้บริการกว่า 650 ล้านบาทต่อเดือน หรือ กว่า 7,800 ล้านบาทต่อปี!!! ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (Economic rent/surplus) ก้อนนี้ตกอยู่ในมือผู้ให้บริการโดยไม่ควรมาตลอด โดยปราศการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากฝ่าย 'รัฐ' และ 'ตลาด' ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสมควรอย่างยิ่งที่ฝ่าย 'ชุมชน' จะเป็นผู้ริเริ่มในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยอาศัยแนวทางตามที่ได้อรรถาธิบายไว้ในที่นี้เป็นต้นแบบ

เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น